เปิดเมนูบวบเพื่อสุขภาพและเคล็ดความอร่อยจากอาม่า

ตู้เป่ยซาน (???) กวีผู้มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินซ่ง (??แผ่นดินนี้ล่มไปหลังมองโกลเข้ายึดครองได้ในปีค.ศ.1279) ได้บท “ยอซือกวา” ไว้ว่า

???????,(จี-เหลียว-หลี-หู้-ยู่-เฉวียน-เซิง)
????????(ปู้-เจี้ยน-ซาน-หยง-อี้-จื้อ-ชิง)
???????,(ซู่-ยื่อ-หวี่-ฉิง-ชิว-เฉา-จ่าง)

????????(ซือ-กวา-เหยียน-ส้าง-หว่า-เฉียง-เซิง)

ถอดความได้ว่า

“เสียงน้ำไหลจอกๆ ดังแทรกอยู่ในความสงบเงียบแทรกรั้วเข้ามาในกระท่อม แม้ไม่ออกไปชมป่าเขา ก็เหมือนตัวอยู่กลางป่าเขา เพราะหลายวันมานี้ ฝนตกตลอด พอฟ้าใส ก็แลเห็นใบหญ้าเขียวชะอุ่มด้วยหยาดน้ำจากฟ้า ซือกวาทอดเถาไต่เกาะไปบนกำแพงพาลูกซือกวาเขียวสดห้อยติดเถาขึ้นไปด้วย”

ภาพทิวทัศน์ของฟ้าหลังฝน ทำเอากวีเกิดอารมณ์สุนทรีย์ ถึงกับลุกขึ้นมาฝนน้ำหมึก หยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึก ก่อนบรรจงเขียนพรรณนา “ซือกวา” ดังที่ว่าไว้ข้างต้น

ไม่ได้มีแต่ตู้เป่ยซานคนเดียวที่เขียนถึง “ซือกวา” ยังมีกวีและจิตกรจีนอักหลายคนที่เขียนถึงและวาดภาพของ “ซือกวา” ไว้

หลี่สือเจิน (???) นักพฤกษศาสตร์และนักเภสัชศาสตร์คนสำคัญสมัยแผ่นดินหมิง เขียนไว้ใน “เปินฉ่าวกังมู่” (????เรียบเรียงเสร็จในปี 1596) ตำราสมุนไพรจีนเล่มสำคัญของจีนว่า “ก่อนแผ่นดินถังและซ่ง ไม่มีซือกวา”

“ซือกวา” (??) ที่ตู้เป่ยซานและหลี่สือเจินพูดถึง ก็คือบวบ โดยเฉพาะหมายถึงบวบหอม
หลี่สือเจินบอกว่า สมัยก่อนแผ่นดินถังและซ่ง จีนไม่เคยมีบวบ ถ้าเช่นนั้น บวบมาจากไหน เนื่องจากบวบเป็นพืชเขตร้อน ทำให้ชาวจีนบางส่วนเชื่อว่า บวบมาจากกาะชวาหรืออินโดนีเซีย แต่บางส่วนเชื่อว่า น่าจะมาจากอินเดีย และแพร่เข้าจีน โดยเฉพาะทางใต้แถบกวางสี กวางตุ้ง แต้จิ๋วในสมัยแผ่นดินซ่ง หรือเมื่อกว่า 700 ปีมาแล้ว และด้วยเหตุผลหลายๆประการ บวบจึงมีชื่อเรียกในภาษาจีนมากกว่า 20 ชื่อ

บวบที่เราทานกันทุกวันนี้ มี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ บวบหอมกับบวบเหลี่ยม

บวบหอม มีชื่อจีนสามัญว่า ซือกวา (?? เสียงจีนกลาง) แต่ชาวแต้จิ๋วเรียก “ชิวกวย” (??) ผลเป็นรูปทรงกระบอก ผลอ่อนสีเขียว มีลายสีเขียวแก่ ผลแก่สีเขียวอมเหลืองหรือเขียวเข้มปนเทา เนื้อในหนา มีกลิ่นหอม

ส่วนบวบเหลี่ยมมีชื่อจีนสามัญว่า กว่างตงซือกวา (????เสียงจีนกลาง) แปลว่า บวบกวางตุ้ง แต่ชาวแต้จิ๋วเรียก “กักกวย” (??) แปลว่า บวบเหลี่ยม ผลเป็นทรงกระบอก มีเหลี่ยมเป็นสันคมตามความยาวของผล 10 สัน โคนเรียวเล็ก
รู้จักบวบกันแล้ว ตอนนี้ก็เข้าสู่รายการจานบวบกัน

อาม่าชอบกินชิวกวย (บวบหอม) มากกว่ากักกวย (บวบเหลี่ยม) แกว่าบวบหอมหวานนุ่ม แต่บวบเหลี่ยมแข็ง ไม่หวานเท่า แถมบางลูกอาจขมด้วย แต่ถ้าไม่มีบวบหอม อาม่าก็ยอมใช้บวบเหลี่ยมแทน

บวบผัด ใส่อะไรก็อร่อย จะใส่ไข่ ใส่หมูบะช่อ หรือกุ้งแห้งสักหยิบมือ และถ้าไม่มีอะไรให้ใส่ได้แค่ผัดบวบใส่ตังฉ่าย ก็อร่อยแล้ว ความจริง คือทุกรายการบวบของอาม่า จะต้องใส่ตังฉ่ายช่วยชูรสชาติด้วย เรียกว่าจะขาดใส่อะไรก็ได้ แต่จะขาดตังฉ่ายไม่ได้เด็ดขาด

อาม่ามีเหตุผลที่ใส่ตังฉ่ายในผัดบวบเสมอ เพราะบวบมีรสหวาน จะผัดโดยคงรสชาติเดิมของบวบไว้ จึงต้องเลือกปรุงรสให้ดี โดยทั่วไปจะใส่แต่เกลือ หลีกเลี่ยงเครื่องปรุงรสที่มีรสเข้มข้นเช่น ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม เพราะเครื่องปรุงรสจะไปกลบรสหวานของบวบเสียหมด อาม่าเลือกใช้ตังฉ่าย เพราะตังฉ่ายจะไม่ไปกลบรสชาติบวบ ทั้งยังหอมน่ากินอีกด้วย ใส่พริกไทยป่นด้วยจะช่วยชูรสชาติให้ดีขึ้น

นอกจากเครื่องปรุงรสแล้ว การผัดควรใส่น้ำมันแต่น้อย และอย่าผัดนาน เพราะบวบเป็นผักฉ่ำน้ำ เมื่อได้รับความร้อนจะคายน้ำและยุบตัว ยิ่งผัดนาน บวบจะยิ่งยุบตัวจนนิ่มเหลว ดูไม่น่ากิน และแทนที่จะได้บวบผัดหวานนุ่มอร่อยๆ อาจได้บวบต้มแทน

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์



Comments are Closed